นานาไร้สาระกับแพททริค

Jul 22

“หมอประเสริฐใหญ่” ชี้ หวัดใหญ่ตายเพิ่มเป็น 44 ราย อัตราตายยังต่ำ ขณะที่หวัดฤดูกาลเฉลี่ยตายวันละ 1 ราย ขณะที่ “หมอประเสริฐเล็ก” ยันวัคซีนทั้งเชื้อเป็น-เชื้อตาย ปลอดภัย เริ่มการทดสอบฉีดวัคซีนไข้หวัด2009ให้กับคนเป็นครั้งแรกที่ออสเตรเลีย

ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ให้สัมภาษณ์ในการประชุมสื่อมวลชน “ไข้หวัดใหญ่ 2009 ความจริงที่ต้องรู้” ว่า การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ใน ประเทศไทย คาดว่าหลังจากนี้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า การแพร่ระบาดจะอยู่ในช่วงสูงสุด และจะมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก และต่อจากนั้นอีก 2 เดือนจะลดลง แต่คนจะมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น ดังนั้นขณะนี้ไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะวางมาตรการขนาดไหน การระบาดของโรคก็จะดำเนินไปอย่างนี้ โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อครึ่งหนึ่งจะแสดงอาการ และอีกครึ่งหนึ่งจะไม่แสดงอาการ

นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า การระบาดขณะนี้หากประชาชนรู้จักดูแลตนเองโรคก็จะลดลง ส่วนกระทรวงสาธารณสุขหากควบคุมได้หรือมีวัคซีนมากใช้อย่างรวดเร็วก็จะตัดการ ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าประเทศใดก็ประสบปัญหาเหมือนกันหมด

ส่วนที่พบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 20 รายในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมาในแต่ละปีมีผู้ป่วยเสียชิวิตจากปอดบวมด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 400 คนต่อปี เฉลี่ยตายวันละ 1 คน แต่ในส่วนโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มีการระบาดมา 3 เดือนแล้ว หากเปรียบเทียบก็น่าจะมีผู้เสียชีวิต 90 คน ดังนั้นจำนวน 44 คน ถือว่ายังเป็นอัตราการตายต่ำ

ด้าน นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ภาคจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากที่ประเทศไทยได้สั่งนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะส่งมาถึงในปลายปีนี้นั้น ซึ่งเป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตาย จากติดตามพบว่า ยังไม่มีการรายงานผลข้างเคียงทางระบบประสาทอย่างที่มีตั้งข้อสังเกต ทั้งนี้แม้ว่าเป็นวัคซีนใหม่ แต่เชื่อว่าความปลอดภัยน่าจะเหมือนเดิม ส่วนในเรื่องประสิทธิภาพป้องกันนั้น เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจยังไม่ได้เท่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ป้องกันสาย พันธุ์ตามฤดูกาล ดังนั้นอาจต้องฉีดมากกว่า 1 เข็มเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงาน แต่หากเป็นการผลิตจากเชื้อเป็น ฉีดพ่นจมูกใช้เพียงแค่โดสเดียวน่าจะเพียงพอ

ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงในเรื่องโรงผลิตวัคซีน หากเกิดปัญหารั่วไหลของตัวเชื้อนั้น นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ความปลอดภัยตัวโรงงานผลิตวัคซีนเชื้อเป็นนั้น คิดในแง่ที่เลวร้ายที่สุด หากมีอะไรรั่วไหลออกมา สิ่งที่รั่วออกมาเป็นเพียงเชื้อที่เลี้ยงอยู่และถูกทำให้ปลอดภัยแล้ว ไม่อันตราย เท่ากับว่าโรงงานนี้มีความปลอดภัยสูง ไม่สามารถทำอันตรายได้ สามารถฉีดได้ แต่หากมีค่าซีดีโฟร์ต่ำ การฉีดวัคซีนให้ก็ไม่เป็นผลในการป้องกันได้

นพ.ประเสริฐ ยังได้กล่าวถึงความรุนแรงของตัวเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ด้วยว่า จากข้อมูลในสัตว์ทดลองเมื่อเปรียบเทียบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่กับเชื้อไข้ หวัดตามฤดูกาลพบว่า เชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่จะก่อโรคได้รุนแรงกว่าเล็กน้อย แต่หากเปรียบเทียบกับเชื้อไข้หวัดนกถือว่าความรุนแรงน้อยมาก

เปิดรับอาสาสมัคร424คนทดสอบวัคซีนหวัด2009

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน กล่าวถึงการเปิดรับอาสาสมัครเพื่อทดลองวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ชนิดพ่นทางจมูกที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรัสเซียว่า ในระยะที่ 1 จะมีการเปิดรับอาสาสมัครที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 24 คน จะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ อายุระหว่าง 18-49 ปี เป็นคนแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคเอดส์ และไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้มาก่อน คือ เมื่อเปิดรับสมัครจะต้องเจาะเลือดดูก่อนว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือไม่ เพราะบางคนอาจจะเคยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 มาก่อน แต่อาจจะไม่มีอาการ ก็ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ถ้าเป็นหญิงต้องไม่ตั้งครรภ์ เพราะไม่รู้ว่าวัคซีนจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กหรือไม่

นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า ในอาสาสมัคร 24 คนจะให้มีการให้วัคซีนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ให้วัคซีนในปริมาณที่ต่ำ และวัคซีนในปริมาณที่สูง เพื่อดูว่าการให้วัคซีนในปริมาณเท่าใดจะได้ผลมากกว่ากัน โดยใน 24 คนนี้จะได้รับวัคซีนชนิดพ่น 2 ครั้ง ๆ ที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 21 วัน ส่วนระยะที่ 2 จะทดลองในอาสมัครจำนวน 400 คน คือ อายุ 12-18 ปี 100 คน อายุ 18-49 ปี 200 คน และอายุ 50-59 ปี 100 คน การทดลองในกลุ่มนี้จะใช้สูตร 3 ต่อ 1 คือ ใน 100 คน 75 คนจะได้รับวัคซีนจริง ส่วนอีก 25 คนจะได้รับวัคซีนหลอก โดยช่วงที่มีการทดลองในอาสาสมัครกลุ่มนี้จะมีการนัดมาตรวจร่างกาย 5-6 ครั้ง สำหรับค่าตอบแทนอาสาสมัครนั้นการนัดมาแต่ละครั้งจะมีค่าตอบแทนให้ประมาณ 500 บาท แต่อาสาสมัครในกลุ่มแรกต้องมาพักค้างคืนประมาณ 1 สัปดาห์ของการทดสอบที่ศูนย์ทดสอบวัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะมีค่าตอบแทนให้ประมาณ 5,000บาท

นพ.วิชัย ยอมรับว่า การโจมตีเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนอาจมีผลต่ออาสาสมัครที่จะสมัครเข้ามา ร่วมโครงการ แต่ขอยืนยันว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์สูง และเคยทดลองวัคซีนเอดส์มาแล้ว ดังนั้นคิดว่าเมื่อทำความเข้าใจกับอาสาสมัครแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร โดยการเข้ามาร่วมโครงการจะใช้วิธีสมัครใจไม่บังคับ โดยการทดลองวัคซีนในครั้งนี้จะมีหลัก 3 ข้อ คือ ปลอดภัยหรือไม่ กระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือไม่มากน้อยเพียงใด และวัคซีนที่ใช้กระตุ้นนั้นปริมาณสูงหรือต่ำดีกว่ากัน อย่างไรก็ตามกระบวนการทดลองวัคซีนในระยะที่ 1 และ 2 นั้นจะใช้เวลาอย่างละ 2 เดือน แต่ทั้ง 2 ระยะสามารถทำคาบเกี่ยวกันได้

นพ.วิชัย กล่าวว่า ขณะนี้ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการทดลองในคน ระยะที่ 1 ต้องรอผลการทดลองในสัตว์ก่อน หากพบว่ามีความปลอดภัยแล้วก็สามารถเริ่มกระบวนการได้ทันที โดยคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน จะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 11 ส.ค. คาดว่าจะนำผลการทดลองในสัตว์เข้าที่ประชุมและเริ่มกระบวนการได้ทันทีโดยการ เปิดรับอาสาสมัครหลังจากนั้น

เริ่มการทดสอบฉีดวัคซีนไข้หวัด2009ให้กับคนเป็นครั้งแรกที่ออสเตรเลีย

บริษัท CSL ผู้ผลิตวัคซีนของออสเตรเลีย ได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่ 240 คนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีอายุระหว่าง 18-64 ปีในเมืองอะดิเลดของออสเตรเลียในวันนี้ และจะทดสอบกับเด็กอีก 400 คนในวันที่ 4 สิงหาคม อาสาสมัครเหล่านี้จะได้รับการฉีดวัคซีน 2 ครั้งโดยฉีดห่างกันสามสัปดาห์และต้องตรวจเลือดทดสอบเพื่อดูว่าวัคซีนสามารถ กระตุ้นให้เกิดภูมิค้มกันได้หรือไม่

นายแอนดรูว์ คิวธ์เบิร์ตสัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ CSL กล่าวแสดงความมั่นใจว่า วัคซีนจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A H1N1 ที่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้ได้ การทดลองรอบแรกจะใช้เวลาเกือบ 7 สัปดาห์จึงจะเสร็จเรียบร้อย แต่คาดว่าจะได้ผลการทดสอบเบื้องต้นเพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาวางแผน สำหรับการแจกจ่ายวัคซีนในเดือนตุลาคม

นางนิโคลา ร็อกซัน รัฐมนตรีสาธารณสุขออสเตรเลีย บอกว่า ทันทีที่ได้รับการยืนยันว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน และเธอคาดว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศจะพุ่งสูงขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ข่าวระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งวัคซีนจาก CSL จำนวน 21 ล้านโดซ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันประชาชนทั่วประเทศ หลังจากมีผู้ติดเชื้อแล้ว 14,703 คน ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 41 คน

การทดสอบวัคซีนครั้งนี้เป็นที่จับตาทั้งจากองค์การอนามัยโลก และบริษัทคู่แข่งยักษ์ใหญ่เพื่อดูว่าวัคซีนจำเป็นต้องใช้แอนติเจน สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจำนวนเท่าใดจึงจะเพียงพอป้องกันการติดเชื้อได้ ส่วนบริษัทผลิตวัคซีนยักษ์ใหญ่ อย่าง โนวาร์ติส เอจี คาดว่าจะเริ่มทดสอบกับคนในเดือนนี้เช่นกัน ขณะที่บริษัทซาโนฟี อะเวนติน เอสเอ จะเริ่มทดสอบในเดือนสิงหาคม และบริษัทแบกซ์เตอร์ อินเตอร์แนชันแนล จะผลิตวัคซีนได้ภายในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจึงจะเริ่มทดสอบในคน ขณะที่องค์การอนามัยโลกแจ้งเมื่อวานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 700 คนแล้ว

Jul 5

วงการนางงามเปิดประตูต้อนรับ สาวงาม ประเทศน้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดประเทศสู่สายตาชาวโลก เธอคือ น.ส.โชคีย์ โชโม คาร์ซุง มิสภูฏานคนแรก ประจำปี 2008

ใน โอกาสที่โชคีย์เดินทางมาประเทศไทย และวางแผนว่าจะพำนักอยู่ประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด เพื่อทำงานหาประสบการณ์ เราได้นัดคุยกับผู้หญิงที่สวยที่สุดในภูฏาน

โชคีย์นางงาม คนแรก ในประวัติศาสตร์ของภูฏานคนนี้ มีอะไรมากกว่า ความสวย โชคีย์บอกว่า มันบันดาลความสุขได้ก็จริง แต่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

โชคีย์ วัย 24 ปี เล่าว่า การประกวดนางงามจัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008 เพื่อรณรงค์บทบาทสตรีในประเทศ ซึ่ง ในปีนั้นเป็นปีที่ราชอาณาจักรภูฏานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 100 ปี ของราชวงศ์วังชุก อีกทั้งยังมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นับเป็นปีประวัติศาสตร์ที่เธอภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ครั้งนี้

หลังจากได้รับตำแหน่ง โชคีย์ก็มีโอกาสไปประกวดมิสเอิร์ธ ปี 2008 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะไม่ได้รางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

โชคีย์เล่าด้วยภาษาอังกฤษว่า ตำแหน่ง มิสภูฏานได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ จากชีวิตนักเรียนนอกดีกรีปริญญาตรีคณะจิตวิทยา จากประเทศแคนาดา ก็กลายมาเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่สิ่งพิเศษที่สุดที่ได้จากตำแหน่งนี้ มันทำให้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ขณะนี้เธอดูแลเด็กพิการกำพร้า 2 คน คนแรกเป็นเด็กพิการทางสมอง อายุ 16 ปี ส่วนคนที่ 2 เป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงไป อายุ 12 ปี

“การช่วยเหลือของฉันไม่ได้ ช่วยเหลือเรื่องเงินทองหรือของมีค่า เพราะรัฐบาลมีสวัสดิการดูแลคนพิการอยู่แล้ว แต่ฉันช่วยด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจ ซึ่งในอนาคตฉันวางแผนไว้ว่าจะให้พวกเขาศึกษาภาษาต่างประเทศ เช่น เนปาล อินเดีย เพราะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้”

เข้าคอนเซ็ปท์นางงามต้อง “รักเด็ก” จริงๆ

“ฉันช่วยเด็ก เพราะความเป็นมนุษย์ที่ต้องช่วยเหลือกัน มันเป็นสัญชาตญาณของคนที่รู้สึกจากข้างใน ต่อให้ไม่ใช่มิสภูฏานก็อยากช่วย”

แม้อะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงในตัวสาวสวยคนนี้ คือ ความรักชาติ

“ไม่ ว่าฉันจะเดินทางไปประเทศไหน ทุกคนก็มักจะถามว่า ภูฏานเป็นอย่างไร มันยากที่จะบรรยายออกมาว่า ภูฏานสวยงามแค่ไหน เอาเป็นว่าภูฏานเป็นประเทศที่สะอาด ไม่มีมลพิษ สงบ สันติ และที่สำคัญมีพระมหากษัตริย์ที่รักประชาชนมากๆ”

เธอเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์สุดจิตสุดใจ

โชคีย์บอกว่า เธอชอบฟังพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เพื่อนำมาปฏิบัติตามในการดำเนินชีวิต

“สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทรงมีพระราชดำรัสว่า การ รักชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักอย่างชาญฉลาดก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง หมายความว่า ใครๆ ก็สามารถพูดว่ารักชาติได้ แต่มันอาจไม่ได้ออกมาจากจิตสำนึกว่ารักแบบไหน ซึ่งเป็นคนละความหมายกับการรักชาติที่ผ่านการไตร่ตรองจากสมองก่อน สำหรับฉันการรักชาติต้องอยู่บนความรับผิดชอบ ซึ่งทุกครั้งที่ฉันได้ฟังกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่พระองค์ทรงถ่ายทอดมาถึงประชาชนว่ามาจากพระทัย ฉันรู้สึกปลอดภัย เหมือนได้รับการคุ้มครอง เป็นสิ่งวิเศษมาก”

ส่วนความผูกพันที่โชคีย์มีต่อประเทศไทยนั้น เธอเล่าว่า รู้จักเมืองไทยตั้งแต่เด็กๆ จาก คำบอกเล่าของพ่อค้าที่เดินทางมาซื้อของที่ประตูน้ำ หรือมาบุญครอง รวมทั้งจากคนที่มาเที่ยวประเทศไทยแล้วกลับไปเล่าให้ฟัง เพราะสมัยก่อนภูฏานยังไม่มีโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เพิ่งมีไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเมื่อเธอเติบโตขึ้น เธอก็เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยบ่อยๆ โดยเมื่อปีที่แล้วได้ศึกษาต่อด้านวิดีโอโปรดักชั่น ที่มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ หัวหิน

“วัฒนธรรมไทยกับภูฏานมีความ คล้ายคลึงกัน มันทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขที่อยู่เมืองไทย เช่น การให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสกว่า การไหว้ หรือแม้แต่การพูด ที่คนไทยจะลงท้ายด้วย ครับ/ค่ะ คนภูฏานก็ลงท้ายด้วยคำว่า ล่ะ (La)”

“ติด ใจ” ประเทศไทยนี่เอง จึงทำให้เธอมีแผนที่จะอยู่เมืองไทยอย่างไม่มีกำหนด เพื่อทำงานหาประสบการณ์ด้านวงการบันเทิงและเรียนต่อทางด้านแฟชั่นดีไซน์

“ทุกวันนี้ฉันพยายามอยู่กับปัจจุบันและทำทุกวันให้ดีที่สุด” เธอเล่าพร้อมกับยกแขนข้างซ้ายที่มีรอยสักบทสวดมนต์ขึ้นมาโชว์ ซึ่งเป็นรอยสักที่โชคีย์สักตามความเชื่อของภูฏานเพื่อคุ้มครองชีวิต แล้วบอกว่า “นี่คือเครื่องรางประจำตัวของฉัน ที่ฉันมักจะยกขึ้นมาดูไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เป็นบทสวดมนต์ที่มีความหมายว่า ใช้ชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้เราจะอยู่หรือตาย