นานาไร้สาระกับแพททริค

Nov 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า สวรรค์บนดินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว

รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า สวรรค์บนดินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว (ไทยรัฐ)

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เพราะนิสัยความมีระเบียบและวิสัยทัศน์ของผู้นำสิงคโปร์ ทำให้ประเทศเล็กๆแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งเสือที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแคมเปญออกมาแต่ละที เรียกได้ว่าเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทั้งสิ้น และ ล่าสุด ดูเหมือนโปรเจ็คบิ๊กบึ่มอย่าง “รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า” ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการในต้นปีหน้า กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งทอล์กออฟเดอะเวิล์ด เพราะงานนี้เก็นติ้งกรุ๊ปทุ่มทุนสร้างกว่า 1.58 แสนล้านบาทให้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของความบันเทิงแบบครบวงจร และรวมความเป็นที่สุดของโลกเอาไว้ในที่เดียว

บนพื้นที่กว่า 300 ไร่หรือ 1 ใน 10 ของพื้นที่บนเกาะเซ็นโตซ่า จะถูกเนรมิตให้เป็นแหล่งรวมความบันเทิงและแหล่งพักผ่อนระดับโลกเหนือ จินตนาการแห่งใหม่สำหรับครอบครัว ประกอบด้วย ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ, มารีน ไลฟ์ พาร์ค, พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร, เฟสทีฟ วอล์ก, เอสปาจากลอนดอน  และที่พักระดับเวิล์ดคลาสอีก 6 แห่ง ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นก็รังสรรค์มาแบบสุดพิเศษ

เริ่มด้วย “สวนสนุกยูนิเวอร์แชล สตูดิโอ” ธีมพาร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่แรกและที่เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย 7 โซนหลัก ได้แก่เมืองไซไฟ โซนอียิปต์ โซนนิวยอร์ก โซนเดอะลอสต์เวิล์ด โซนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด โซนมาดากัสการ์ และโซนฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ ซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องเชร็ค นอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นอีกกว่า 24 ชนิดไว้เอาใจคนรักความตื่นเต้น โดยเป็นเครื่องเล่นใหม่ที่มีที่เดียวที่เดียวถึง 18 ชนิด รวมทั้งรถไฟเหาะรางคู่ที่หวาดเสียวและสูงที่สุดในโลก

ขณะที่คนที่ชื่นชอบโลกใต้ทะเลเป้นชีวิตจิตใจ ก็จะได้ดื่มด่ำแบบเต็มอิ่มกับ “มารีน ไลฟ์ พาร์ค” สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมสัตว์น้ำและพันธุ์ปลากว่า 700,000 ชนิด พร้อมแหวกว่ายชมแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก และหวาดเสียวกับการดำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลเพื่อให้อาหารเจ้าฉลามเสือ และหากยังไม่จุใจก็สามารถร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์การเดินเรือสำรวจใต้ทาง ทะเลกับแสงสีตระกาตาได้ที่ “พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร”

นอกจากกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมแล้ว คุณสาวๆและคุณหนุ่มๆที่หลงใหลในการช้อปปิ้งหรือการเดินชิลๆหล่ะก็ “เฟสทีฟ วอล์ก” เป็นอีกหนึ่งโซนที่ไม่ควรพลาด เพราะที่นี่จะเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร บาร์เก๋ๆ และร้านค้าแบรนด์ระดับโลก พร้อมชมโชว์และการแสดงสุดพิเศษ “เลอวี” จากมาร์ค ฟิเชอร์ ผู้อยู่เบื้องหลักโชว์ดังระดับโลก และการแสดงประกอบแสงสี เสียงเลเซอร์น้ำและเอ็กเฟ็กซ์สุดอลังการ “เครน แดนซ์”

เหน็ดเหนื่อยกับกิจกรรมมาทั้งวัน ถึงเวลาผ่อนคลายอารมณ์ด้วยห้องพักสุดหรูที่มีให้เลือกพักตามไลฟ์สไตล์ของแต่ ละคน เพราะที่นี่มีให้เลือกถึง 6 แห่งด้วยกัน ทั้งแนวหรูหราไฮโซ บูทีคโฮเต็ล หรือ แนวร็อกแอนด์โรล

อ่านไปอ่านมาใครที่นึกสนใจ อยากจะเก็บกระเป๋าไปเที่ยวแบบเอ็กซ์ตรีม คงต้องรอกันหน่อย เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่จะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปีหน้าแน่นอน ใครสนใจก็รีบฟิตร่างกายและเก็บตังค์ไปก่อนแล้วกัน

Nov 3

http://lifestyle.kingsolder.com/image_lifestyle/20081214101125945.jpg

หาดไก่แบ้ เป็นหาดที่ยาวต่อมาจากหาดคลองพร้าว เป็นหาดยอดนิยมหาดหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่พักมีทั้งแบบราคาประหยัด จนไปถึงบ้านพักอย่างดี หาดไก่แบ้เป็นหาดที่เล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย ท่านสามารถเช่าจักรยานขี่ไปเที่ยวหาดอื่นๆ ที่อยู่ติดกันเช่นหาดคลองพร้าว หาดทรายขาว หาดไก่แบ้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมาก ในช่วงเวลาน้ำทะเลลงมาก ตามรีสอร์ทต่างๆที่หาดไก่แบ้ ยังมีบริการพาไปดำน้ำ ที่เกาะหยวก เกาะมันนอก มันใน ซึ่งอยู่ไม่ไกล จาก เกาะช้าง อีกด้วย

Oct 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เกาหลีใต้

กิน-เที่ยวในแดนโสม (ข่าวสด)

คลื่น เกาหลี หรือ Korean Wave หรือภาษาเกาหลีว่า Hallyu ไหลบ่าไปทุกหนทุกแห่ง รวมถึงเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร เพลง อาหารการกิน เครื่องสำอาง ศัลยกรรมความงาม ฯลฯ

อาหารเกาหลีมาแรงในระยะหลัง เมื่อไปถึงที่ก็ต้องชิมกันหน่อย ยิ่งมาช่วงอากาศกำลังดีอย่างนี้ไม่ร้อนไม่หนาว นักท่องเที่ยวหลายกรุ๊ปวันแรกมักจะถูกให้เข้ามากินอาหารที่ Korea House

บรรยากาศย้อนยุค พนักงานทุกคนสวมชุดฮันบก

อาหารเริ่มจากออร์เดิร์ฟ ของกินเล่นในถาดไม้ ปลาหมึกชิ้นเล็ก ถั่ว แห้วสด ปลาตัวเล็กคลุกงา กิมจิถ้วยเล็กวางใกล้ๆ

จากนั้นอาหารชุดจะเริ่มแจกจ่ายให้แต่ละคน ตบท้ายจะเป็นซุปข้าว ที่รู้สึกว่าอร่อยที่สุดในอาหารมื้อนี้

1. ฟิซซ่าเกาหลี

2. ปลาหมึกข้างทาง

3. ห้องน้ำสะอาด

4. บ้านเรือนในกรุงโซล

เกาหลีใต้

ถ้ากินในร้านหรู ราคาของอาหารเกาหลีทำให้กระเป๋าเบาได้ง่ายๆ แต่ไม่แพงเลย หากเลือกให้ดีๆ ร้านข้างทางหรือในตลาด ขายบีบิมบับ (ข้าวยำ), พิซซ่าเกาหลีใส่ผักสารพัดหั่นเป็นชิ้นเล็ก มองๆ ไปคล้ายหอยทอดบ้านเรา ยามเที่ยงเวลาเร่งด่วนข้าวผัดกิมจิก็น่าลอง ราคาตั้งแต่ 2,000-10,000 วอน

สภาพทั่วไปก็น่าเที่ยว ที่บ้านเราน่าจะลองเอาไปคิดดูบ้างคือห้องน้ำ ทั้งสาธารณะและในห้างร้าน

สะอาดเอี่ยมไม่มีกลิ่นรำคาญใจ บางแห่งวาดรูปประตูหน้าห้องน้ำสวยงามน่าถ่ายรูปเก็บไว้ มีห้องน้ำสำหรับครอบครัวให้เข้าพร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูก เรื่องเก็บค่าบริการหรือขายกระดาษชำระไม่มีให้เห็น

แหล่งช็อปมีหลายแบบ อย่างยามดึกต้องที่ตลาดเมียงดงหรือสยามสแควร์เกาหลี โดยเฉพาะร้านเครื่องสำอางจะเจอลูกทัวร์ไทยมากที่สุด หนุ่มสาวชาวโสมสูงขาวสวยๆ หล่อๆ ทั้งนั้น อีกแห่งคือตลาดทงเดมุน ต่อรองราคาได้ด้วยเครื่องคิดเลข กดตัวเลขจนเป็นที่พอใจ เพราะคนเกาหลีไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ

บางร้านเปิดตลอด 24 ชั่วโมง สินค้ามีสารพัดอย่างเสื้อผ้า ของที่ระลึก รองเท้า กระเป๋า

อย่าลืมปลาหมึกเกาหลี ขอบอก อร่อยมากๆ เนื้อหนามาก ขายเกลื่อนในตลาดตัวใหญ่หัวโต คนไหนชอบกินบะหมี่สำเร็จ ก็มีแบบซองใหญ่ซองเดียวอยู่

อาคารบ้านเรือนปลูกบนเชิงเขา ที่สูงๆ ต่ำๆ ฉะนั้น ซีรีส์เกาหลีพระเอกชอบให้นางเอกขี่หลัง ไม่มีการอุ้ม ขืนอุ้มมีหวังล้มกลิ้งตกเขากันทั้งคู่ ย่านธุรกิจมีกล่องใส่หนังสือพิมพ์ริมทางแจกฟรี ถ้าสนใจจะอ่าน

ค่าครองชีพสูง เมื่อเทียบกับของไทย 1 วอน เท่ากับ 0.0274 บาท การเข้าประเทศยุ่งยากหน่อย จังหวะดีผ่านฉลุย ถ้าโชคไม่อำนวย อาจต้องเข้าห้องสอบปากคำ หรือถูกส่งตัวกลับประเทศ เพราะเกาหลีเข้มงวดกับแรงงานต่างด้าวมาก

เข้าประเทศไม่ต้องทำวีซ่า พกหนังสือเดินทางไปเท่านั้นเอง

Oct 14

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

หลังจาก “มูนา ซาราวาณี” ม่ายสาวชาวไทย ที่ไปแต่งงานกับเศรษฐีชาวดูไบ ซึ่งรวยติดอันดับ 1 ใน 5 ของดูไบ ไปออกรายการ ตีสิบ ทางช่อง 3 บอกเล่าเรื่องราวที่ไปใช้ชีวิต ณ ดูไบ รัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) ทำเอาสาวๆ นั่งฝันหวานถึงชีวิตที่น่าอิจฉาของเธอ พร้อมๆ กับอยากรู้จัก “ดูไบ” ให้มากกว่าขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะพาไปท่องเที่ยวและสัมผัสชีวิตของชาว “ดูไบ” กัน…ถ้าพร้อมแล้วก็เตรียมตัวไปเที่ยวดูไบกันเถอะ

ดูไบ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้ง อยู่ทางภาคเหนือของประเทศมีพื้นที่ประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,674,527 คน ดูไบถือเป็นเมืองแห่งความมหัศจรรย์ เพราะที่ถูกผันแปรจากดินแดนทะเลทรายมาสู่ความมั่งคั่งในการค้า บริการ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศูนย์กลางธุรกิจ ไม่จำกัดเฉพาะการค้าน้ำมันแบบก่อนๆ

ขณะที่ตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นทั่วเมือง รวมถึงตึกสูงสุดในโลกกว่า 180 ชั้นที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ว่ากันว่าเครนที่ใช้งานก่อสร้างในโลกขณะนี้ กว่า 40% อยู่ในดูไบ (โอ้โห) และรายได้หลักของชาวดูไบมาจากหลายทาง ไม่เฉพาะการขายน้ำมันถือที่ถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ เพราะมีการผลิตน้ำมันสู่ตลาดโลกวันละ 2-2.5 ล้านบาร์เรล หากคิดรายได้เป็นเงินไทยตกวันละร่วมหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีไม่มาก และส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวต่างชาติที่เข้าไปอาศัย กว่า 75% ที่นี่จึงนับเป็นเมืองน่าสนใจที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุดในโลก

และไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวดูไบเมืองทะเลทรายแล้วจะขาดน้ำ เพราะทุกวันนี้ดูไบซึ่งไม่มีแหล่งน้ำจืด ได้สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลของตัวเอง จนสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำจืด มากกว่าความต้องการจริงถึงวันละ 3 เท่า…ไม่มีฝันอะไรอีกแล้ว ที่ดูไบทำไม่ได้ (จริงไหม)

ข้อมูลรัฐ…”ดูไบ”

ที่ตั้ง : ตะวันออกกลาง (Middle East) มีอาณาเขตติดต่อกับอ่าวโอมาน (The Gulf of Oman) และอ่าวเปอร์เซีย (The Persian Gulf) ระหว่างประเทศโอมานกับซาอุดิอาระเบีย

ภูมิประเทศ: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 7 รัฐ ประกอบด้วย Abu Dhabi ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหลวง นอกจากนั้นก็มีเมือง Dubai , Sharjah, Ajman, Umm Al Quwain, Ras Al Khaimah และ Fujairah โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 83,600ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่ของดูไบประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร มีอ่าวหรือเกาะเล็กตัดผ่านเมือง ทำให้แบ่งเมืองดูไบออกได้เป็น 2 ส่วน คือ เมือง Deira ทางตอนเหนือ และเมือง Bur Dubai ทางตอนใต้

เชื้อชาติ : ชาวเอมิเรตส์ 19%, ชาติอาหรับและอิหร่าน 23%, เอเชียใต้ 50%, ชาวตะวันตกและชาวเอเชียตะวันออก 8%

ศาสนา : เป็นมุสลิม 96% (ลัทธิชีอะห์ 16%) โดยมีชนกลุ่มน้อยที่นับถือศานาคริสต์ ฮินดูและอื่นๆ อีก 4%

ภาษา : มีภาษาอาระบิกเป็นภาษาทางการ โดยมีภาษาที่สองคือ ภาษาเปอร์เซีย อังกฤษ ฮินดู และ ภาษอิรดู

ประชากร : 419, 104 คน

พื้นที่ : 35 ตารางกิโลเมตร

เขตเวลา : GMT/UTC + 4 hours

ภูมิอากาศ : มีลักษณะกึ่งเขตร้อน และแห้งแล้ง โดยมีอุณหภูมิระหว่างต่ำสุดคือเกือบ 10 องศาเซลเซียส ไปจนถึงอุณหภูมิที่ระดับ 48 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส แต่ในเดือนกรกฎาคมอุณหภูมิเฉี่ยอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส

อาหาร : อาหารของชาติอาระบิก จะมีรสชาติคล้ายคลึงกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีข้าวหมกเป็นอาหารยอดฮิต มีรสชาติจัดจ้าน สำหรับของว่างก็จะมีพวกซาโมซา หรือ ผักย่างรวมไปถึงกาปับ (เนื้อสัตว์ย่าง) และที่พลาดไม่ได้สำหรับของหวานคือ Um Ali หรือพุดดิ้งนมนั่นเอง

ประวัติเมืองดูไบ

ในปี 1833 ชนเผ่า Bani Yas tribe ประมาณ 800 คน นำโดยตระกูล Maktoum ซึ่งยังปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบัน ได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งบริเวณปากอ่าว ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นท่าเรือ ที่อุดมสมบูรณ์จึง ทำให้ดูไบกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าทางทะเล รวมทั้งการทำประมงและการทำฟาร์มไข่มุก หลังจากนั้นในปีศตวรรษที่ 20 ประเทศดูไบก็กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการ ส่งออกที่สำคัญ โดยมีซุก (ชื่อเรียกของตลาดบริเวณตะวันออกกลาง) ขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า Diera

ปี 1966 ดูไบกลายมาเป็นรัฐมหาอำนาจรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากที่มีการค้นพบน้ำมันดิบ ทำให้เมืองโบราณอายุสองพันปี กลายเป็นเมืองทันสมัยในพริบตา ด้วยโครงการ The Palm ที่เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งทะเล ให้กลายเป็นแหล่งความเจริญทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม และรีสอร์ท ต่างๆ ด้วยงบลงทุนประมาณสามพันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

การค้าขายในดูไบประสบความสำเร็จมาก สามารถดึงดูดให้พ่อค้าชาวอิหร่าน และอินเดียมาตั้งถิ่นฐานเพื่อทำการค้าขายในประเทศได้ แต่ขณะที่การค้าขายเจริญมากขึ้น ฐานะทางการปกครองของดูไบก็ยังคงเป็นแค่รัฐในอารักขาของอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งบนพื้นที่ทางตอนเหนือของชายฝั่งของคาบสมุทรอาระเบีย ดังนั้น ภายหลังจากที่อังกฤษได้ถอนตัวออกจากการปกครอง ในปี 1971 ดูไบพร้อมด้วยอีกหลายรัฐ ได้ร่วมกันก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์

และถัดจากนั้นในช่วงยุค 1980-1990 ดูไบได้ลงทุนสร้างสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งนี้ เพื่อรณรงค์ให้ดูไบเป็นประเทศ ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยในปี 2000 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าในดูไบมีจำนวน 3 แสนคน มากกว่าจำนวนประชากรของดูไบที่มีทั้งหมดประมาณ 850,000 คน


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ดูไบเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าล้ำสมัยไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดและปลอดภัย แต่ที่ดูไบเป็นหนึ่งในลิสต์ของนักท่องเที่ยวหลายคน (โดยเฉพาะนักช้อป) ก็เพราะว่าที่นี่มีการขายสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ ดูไบยังมีตลาดหรือที่เรียกว่า ซุก (Souk) โดยจะขายสินค้ามากมายหลายอย่าง ซุกที่ขึ้นชื่อก็ย่าน Deira Covered Souk ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของดูไบ

นอกจากนี้ หากมาดูไบและไม่ได้พูดถึงหรือไม่ได้มาเดินแถว Gold Souk ก็ถือว่าไม่ได้มาถึงดูไบ เพราะที่นี้ถือเป็นตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ขอเตือนว่าหากมาเดินย่านนี้คงต้องสวมแว่นกันแดดติดตามาด้วย เพื่อความปลอดภัยของสายตาท่าน (ก็แสงแดดที่ส่องสะท้อนมายังทองดูไบดูแล้วเจิดจ้าบาดตาจริงๆ) อะๆ ดูไบไม่ได้มีสถานที่เที่ยวเท่านี้นะ แต่จะมีอะไรบ้างตามไปดูกันดี…

หมู่เกาะต้นปาล์ม

หมู่เกาะต้นปาล์ม เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ในดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ในโครงการจะมีการสร้างทั้งหมด 3 เกาะได้แก่ ปาล์ม Jumeirah, ปาล์ม Deira และ ปาล์ม Jebel Ali

อาคารเบิร์จดูไบ

เบิร์จดูไบ (ภาษาอาหรับ: برج دبي , Burj Dubai – หอคอยดูไบ) เป็นตึกระฟ้าสูงยวดยิ่ง ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในย่านกลางเมืองดูไบ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะถูกจัดเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก กำหนดให้เข้าใช้งานได้ในต้นปี พ.ศ. 2552 ณ โดยจะสร้างให้มีความสูงประมาณ 818 เมตร ในดูไบยังมีโครงการก่อสร้างตึกในชื่อว่า อัลเบิร์จ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบและวางแผน โดยความสูงยังคงถูกเก็บเป็นความลับเช่นกัน โดยประมาณการว่าอาจจะสูงอย่างน้อย 800 เมตร

การตกแต่งภายในจะบ่างออกเป็นโรงแรมอาร์มานี 37 ชั้นล่าง โดยชั้น 45 ถึง 108 จะเป็น อพาร์ตเมนต์ โดยที่เหลือจะเป็นออฟฟิศสำนักงาน และชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้ชั้น 78 จะมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ และตึกนี้จะติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65 กิโลเมตร/ชั่วโมง, 40 ไมล์/ชั่วโมง)

เบิร์จอัลอาหรับ

เบิร์จอัลอาหรับ (ภาษาอาหรับ: برج العرب , Burj al-Arab) เป็นโรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต) โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยเชื่อมต่อกับฝั่งผ่านทางสะพาน เบิร์จอัลอาหรับเป็นเจ้าของโดย จูเมราฮ์ การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2542 โดยตัวตึกออกแบบมีลักษณะคล้ายเรือใบ dhow ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ

ส่วนห้องในโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับมีลักษณะเป็นห้องสวีตคู่ 202 ห้อง โดยห้องที่เล็กสุดมีขนาด 169 ตารางเมตร (1,819 ตารางฟุต) และห้องใหญ่สุดมีขนาด 780 ตารางเมตร (8,396 ตารางฟุต) และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าที่พักอยู่เริ่มต้นที่ $1,000 -$15,000 ต่อคืน และห้องที่แพงสุดจะอยู่ที่ราคา $28,000 ต่อคืน

ถนน Al Fahidi

ถนน Al Fahidi ตั้งอยู่ใจกลางซุก Bur Dubai เป็นศูนย์กลางร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โฮมเธียร์เตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ถ่ายรูป ซึ่งเสนอขายในราคาย่อมเยาว์

Al Nasr Leisureand

ตั้งอยู่บริเวณ Bur Dubai ห่างจากถนน Zabeel เป็นสวนสาธารณะที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง ผุ้ชื่อชอบการเล่นกีฬาจะต้องถูกใจเป็นพิเศษ เพราะสวน Zabeel นี้ มีทั้งลู่สำหรับโยนโบล์ลิ่ง พื้นน้ำแข็งราบสำหรับเล่นสเก๊ต และสระว่ายน้ำ รวมไปถึงสวนสนุกสำหรับเด็ก เปิดทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.

Bait Al Wakeel

สร้างขึ้นในปี 1934 โดยท่านชีคราชิด ซึ่งเป็นผู้ครองรัฐองค์ที่แล้ว ถือว่าเป็นตึกทางการแห่งแรกของดูไบโดยในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัด แสดงความเป็นมา และวิถีชีวิตของชาวประมง

Bani Yas Square

สิ่งที่เห็นได้ชัดในบริเวณ Bani Yas Square คือ หอ Deira ที่มีลักษณะยอดบนเป็นวงกลม บริเวณจัตุรัสจะมีสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งหุ่ม และ สินค้าบริโภคทั้งหลายให้คุณต่อรองราคากันได้

พิพิธภัณฑ์ดูไบ

ด้านในของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นด้านบนและด้านล่าง ด้านบนจะเป็นแบบจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองเก่าๆ สำหรับด้านล่างหรือชั้นใต้ดินจะกว้างใหญ่และลึกลับซับซ้อนมาก มีทั้งภาพวาดสีน้ำของดูไบในอดีต การจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง มีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเลโดยใช้แสงสีจำลอง ทำให้เห็นภาพของชาวดูไบในอดีต นอกจากนี้ ยังมีห้องแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการโบราณแบ่งซอยออกไปอีก โดยจัดแสดงพัฒนาการของตัวเลขและตัวอักษรอาระบิก รวมไปถึงการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์และเรื่องราวของทะเลทราย

Bastakiya

ย่าน Bastakiya เป็นย่านที่เรียกได้ว่าเป็นย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม และ แกลอรี่ศิลปะ ของที่นี่เลยทีเดียว บริเวณดังกล่าวนี้เป็นเพียงทางแคบๆ โดยมีหอกังหันลมตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้นึกย้อนไปในอดีตที่บริเวณ Bastakiya นี้มักจะเต็มไปด้วยหอกังหันลม ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่เรียกว่า The Creek ซึ่งหอกังหันลมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประดับประดาตกแต่งย่าน Bastakiya ให้สวยงามน่าชมแล้ว ยังช่วยให้บรรเทาความร้อนให้กับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้น ก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้อีกด้วย

สวนสัตว์ดูไบ

ถึงแม้ว่าสวนสัตว์ของดูไบ ที่ตั้งอยู่บนถนน Jumeirah Beach จะเล็กไปบ้าง แต่เชื่อได้ว่าคุณต้องรู้สึกทึ่ง กับบรรดา สัตว์หลากหลายชนิดอาศัยที่อยู่ในนี้ เพราะนอกจาก คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับนกนานาประเภทแล้ว

คุณยังต้องรู้สึกตื่นเต้นไปกับสัตว์น้อยใหญ่ รวมไปถึงสัตว์ที่มาจากต่างประเทศด้วย

Shiekh Zayed Road

เทียบได้กับย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน เป็นเขตการค้าของเมือง ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงระฟ้า เป็นสถานที่ตั้งของตึก World Trade Centre และ โรงแรม Emirates Tower

The Creek

เป็นจุดชมทิวทัศน์ มีลักษณะเป็นท่าเรือที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์และเป็นย่านชุมชนใน ดูไบ The Creek เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิวทิศทัศน์ ยิ่งผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนชาติต่างๆ จะต้องรู้สึกชื่นชมและประทับใจกับภาพทั้งสองฟากฝั่ง โดยเฉพาะภาพที่นกนางนวลหลายร้อยตัวบินโฉบฉวัดเฉวียนผ่านเรือสัญจร หรือที่เรียกว่า เรือเดา (dhow) มีลักษณะเป็นเรือใบเสาเดียวทีชาวอาหรับใช้เป็นพาหนะที่แล่นผ่านไปมา มีพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ค่อยๆ ลดแสงลง เป็นฉากหลัง

คุณสามารถล่องเรื่อข้ามฟากชื่นชมสองฝั่งของดูไบได้ ตรงท่าขึ้นเรือตรงข้ามกับโรงแรมคอนติเนนตัลในฝั่ง Deira และ ตรงข้ามกับซุกเก่าในเขต Bur Dubai และที่กับภาพความสวยงามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือตรงจุดที่เรียกว่า abra ซึ่งเป็นทางเข้าทางน้ำเล็กๆ กั้นระหว่างซุก Deira กับด้าน Bur Dubai และหากคุณล่องเรือไปจนสุดปลายอ่าว คุณจะเห็นทะเลสาบบนเกาะหินปะการังขนาดใหญ่และเป็นที่ตื้นเขิน ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นที่อพยพของสัตว์ โดยเฉพาะนก ที่ในฤดูหนาวจะอพยพมาตั้งหลักแหล่งในคราวเดียวกันถึง 27,000 ตัว โดยเฉพาะนกฟลามิงโกใหญ่

Wild Wadi

ถัดจากโรงแรม Jumerah Beach ไปไม่ไกลนัก คุณจะได้พบกับสวนน้ำติดอันดับหนึ่งของโลกที่มีขื่อว่า Wild Wadi ที่นี่คุณจะได้พบกับเครื่องเล่นที่เร้าใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน แนะนำเครื่องเล่น Log River, Ring Ride, Flood River, Wave Pool, Flow Rides และอื่นอีกมาก

หมู่บ้านนักท่องเที่ยว Al Boom

อยู่ติดกับสวนสาธารณะ Creekside คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับร้านขายอาหาร คอฟฟี่ช็อป ภัตตาคาร และสวนสนุกมากมาย ท่ามกลางบรรยายกาศ และวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบ และเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่จอดรอรับลูกค้า

สถานที่ประวัติศาสตร์

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ คุณก็ต้องไม่พลาดที่จะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของดูไบ เป็นที่ที่คุณสามารถพบเห็นเครืองมือเครื่องใช้ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจาก มนุษย์จากยุคศตวรรษที่ 7 จนถึงศตวรรษที่ 15

นอกจากเที่ยวชมซุก และชอปปิ้งสินค้าปลอดภาษี รวมถึงสำรวจเมืองเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมที่น่าสนใจอื่นของดูไบ ที่อยากท้าให้ลอง คือ การขี่ม้า ขี่อูฐ และสำหรับท่านที่ชอบการออกรอบ สนามตีกอล์ที่ดูไบนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟคุณภาพแห่งหนึ่งของ โลก ที่อำนวยความครบครันในเรื่องของความสะดวกสบาย ความใหญ่โต และความสวยงาม ในบรรยากาศของท้องทะเลทราย ที่กว้างใหญ่แต่ไม่เวิ้งว้าง

การเดินทาง

สำหรับการทำวีซ่าดูไบนั้น ไม่สามารถยื่นเรื่องขอได้ที่สถานฑูตที่เมืองไทย ต้องยื่นผ่านบริษัททัวร์หรือสายการบินเอมิเรสต์ใช้เวลาขั้นต่ำ ประมาณ 1 อาทิตย์ และสามารถอยู่ได้ 1 เดือนเท่านั้น สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสายการบินเอมิเรตส์กรุงเทพฯ โทร 0-2664-1040-4 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซดต์ www.emirates.com/th

เอกสารสำหรับขอวีซ่า

- หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริง มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป นับจากวันเดินทาง, มีหน้าวีซ่าเหลือมากกว่า 2 หน้าขึ้นไป

- ที่อยู่พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้

Oct 9


ตามรอยนางฟ้า…หอมกลิ่นดารา…ที่แอล.เอ. (Lisa)


ไม่ เพียงแต่เป็นที่ตั้งของเมืองมายาอย่างฮอลลีวูล แอล.เอ หรือ ลอสแองเจลิส ยังมีชายหาดสวย ๆ พิพิธภัณฑ์ดี ๆ และไลฟ์สไตล์หลากหลายให้คุณค้นหา

ในยุคที่วัฒนธรรมแล่นข้ามโลกได้ในชั่วพริบตา เราคุ้นเคยกับดาราดัง และหนังฮอลลีวูดอย่างแทบจะไม่น้อยหน้าคนอเมริกัน และก็พลอยคุ้นเคยกับมหานครอันมีสีสันอย่างลอส แองเจลิส (Los Angeles) ที่มี “ชื่อเล่น” อันคุ้นหูกว่าว่า “แอล.เอ.” ไม่แพ้กัน และ แอล.เอ. ไม่ได้มีเพียงสีสันจัดจ้านของฮอลลีวูด รสชาติชีวิตของแอล.เอ. สนุนสนานและหลากหลายชวนให้ค้นหามากไปกว่านั้น…

เที่ยวเมืองนางฟ้าเมื่อไหร่ดี

แอล.เอ. เป็นเมืองหนึ่งที่คับคั่งด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ซึ่ง ช่วงที่ถือว่า “พีก” ที่สุดก็คือเดือนกรกฏาคม ถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนแดดดี อากาศสดใสถึงแม้อุณหภูมิอาจร้อนจัดได้ถึง 32 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยส่วนใหญ่ของแอล.เอ.จึงมักจะเย็นสบายกำลังดี แม้แต่หน้าหนาวก็ไม่หนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุดก็อยู่ในราว 12 องศาเซลเซียส แต่หน้าหนาวจะมีฝนตกค่อนข้างบ่อย  จึงค่อนข้างเฉอะแฉะไม่เหมาะแก่การท่องเที่ยวเท่าใดนัก  แต่ถ้าอยากหนีคนเยอะๆ ช่วงหน้าร้อน ลองเลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หรืออาจเลยในช่วงปลายปี รวมเดือนกันยายนถึงพฤษศจิกายน  แต่เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่ควรเลี่ยง เพราะเป็นช่วงที่มีหมอกจัดมากที่สุดของปี

5 วันในแอล.เอ.

แอล.เอ. เป็นมหานครอันใหญ่โตอาจเป็นได้ยากที่จะสัมผัสกับเมืองนี้อย่างถึงแก่นในเวลา อันสั้น หากสำหรับนักท่องเที่ยว เวลาอย่างน้อย 5 วัน ก็อาจทำให้คุณได้รู้จักได้ประทับใจกับแอล.เอ.


Paramount Studios

วันที่ 1 เหยียบ ถิ่นคนรวย ตื่นเช้าขึ้นมา วันนี้ก็มุ่งหน้าไปแถวฮอลลีวูดกันเลย หาอาหารเช้ากินแถวๆ ซันเซ็ตสตริป จากนั้น ก็ขับรถไปตามซันเซ็ตบูลเลอวาร์ด และเข้าไปในย่านเบลแอร์เพื่อแอบดูบ้านราคาแพงของเหล่าดาราดัง จากนั้นไปเดินยืดเส้นยืดสายและช้อปปิ้งกันแถวโรดีไอไดร์ฟ  ย่านช้อปปิ้งของคนดังเล็งไว้ให้ดี ๆ ล่ะ คุณอาจได้กระทบไหล่ดาราดังก็ได้ หลัง อาหารเที่ยงจองทัวร์ไป พาราเมาท์สตูดิโอ (Paramount Studios) และใช้เวลาตอนเย็นแบบเดียวกับเหล่าคนดัง ด้วยการไปกินอาหารเย็นที่โรงแรมเบเวอร์ลี่ฮิลส์


Westwood Memorial Park

วันที่ 2 สัมผัสไลฟ์สไตล์คนดัง แวะไปทำความเคารพหลุมศพของเหล่าคนดัง (Westwood Memorial Park) จาก นั้น แวะไปร่วมชมการอัดรายการ Tonight โชว์ชื่อดังของ เจย์ เลโน แล้วไปเพิ่มความอยากอาหารอีกหน่อยด้วยการไปออกกำลังกายที่ยิมชื่อดัง Crunch Gym ในย่านฮอลลีวูด ก่อนจะไปกินอาหารค่ำพร้อมกับชมเมืองในมุมสูงมากภัตตาคารแถวถนนซันเซ็นบูลเลอวาร์ด

วันที่ 3 ศิลปวัฒนธรรมแบบแอล.เอ. เริ่มด้วยการแวะไป Getty Center หรือ J. Paul Getty Museum ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาซานตามอนิก้า ทำให้เห็นวิวอันสวยงามของแอล.เอ. และมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างเต็มตา ที่นี่ยังงานมีงานศิลปะที่น่าสนใจมากมาย และอย่าลืมแวะไปพิพิธภัณฑ์ GettyVilly Malibu สักหน่อยที่นี่มีสวนสายและศิลปะแบบกรีกโรมันที่น่าสนใจมากมาย เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์อีกสองแห่งที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด นั่นก็คือ Los Angeles County Museum of Art หรือ LACMA ตกเย็นแวะไปเยือน EL Pueblo หรือ Olvera Street ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ของแอล.เอ.และชื่อเมืองนี้ก็ได้ชื่อมาจากโบสถ์เก่าแก่ในย่านนี้ The Cathedral of Our Lady of The Angels แถบนี้มีร้านอาหารเม็กซิกันดี ๆ หลายร้านรวมทั้งร้านเค้าร้านเล็ก ๆ มากมายอีกด้วย


หาด Zuma

วันที่ 4 ท่อง ชายหาด แอล.เอ.ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่มีอยู่มากมาย ลองเลือกหาดที่เหมาะกับความต้องการของคุณ เช่น หาดเวนิช เหมาะสำหรับการไปเดินเล่นดูคน หรือเช่าจักรยานขี่ที่ Boardwalk ริมทะเล หรือเดินดูของเก๋ ๆ แถว Abbot Kinney Boulevard ส่วนหาดซานตามอนิก้า ก็มีส่วนสนุกสไตล์เก่าแก่อยู่ใกล้ๆ ชายหาดแมนฮัตตัน ก็เหมาะสำหรับเดินเล่นและเล่นบีชวอลเลย์ซึ่งถือกำเนิดที่หาดแห่งนี้ก็ว่าได้ และถ้าอยากเล่นเซิร์ฟหรือไปดูหนุ่มๆ สาวๆ เล่นเซิร์ฟก็ต้อง หาดซูม่า Zuma นั่นเลย ตกเย็นมุ่งหน้ากลับสู่เมือง และไปดูหนังที่โรงหนังชื่อดัง Mann s Chinese Theatre พร้อมเยี่ยมชมลายมือและลายเท้าคนดังบนทางเท้าโรงหนังแล้วไปดื่มต่อที่ Sky Bar


Hollywood &Highland Mall

วันที่ 5 ฮู เรฮอลลีวูด ลองตื่นแต่เช้าและไปกินอาหารเช้าที่ Griddle Cafe ในเวสต์ฮอลลีวูดหรือถ้าอยากได้อาหารเช้าหรูๆ สักหน่อยก็ต้องที่ PoloLounge ในโรงแรมเบเวอร์ลี่ฮิลส์ จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางฮอลลีวูดไปเยี่ยมดาราคนโปรดกันที่ Walk of  Fame จากนั้นไปแวะ Hollywood &Highland Mall ซึ่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดในการถ่ายรูปกับป้าย “Hollywood” ตัวใหญ่ยักษ์ที่คุ้นตากันดี และ กินอาหารกลางวันที่นี่ ถ้าเป็นแฟนฮอลลีวูดตัวจริงก็แวะไปที่ Kodalk Theatre ที่ใช้จัดงานออสการ์ หรือไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฮอลลีวูดเสียหน่อย คนชอบเพลงต้องแวะไปที่ร้าน Amoeba Records

ช่วงบ่ายไปเดินเล่นดูร้านรวงเก๋ๆ ที่ย่านเซ็ตบูลเลอวาร์ดและเมลโรสอะเวนิส ตกเย็นไปชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่ชายหาดซานตามอนิก้า และกินอาหารค่ำคืนนี้แถบเมนสตรีทในซานตามอนิก้า จบลงด้วยการไปเต้นรำที่ Cahuenga Corridor แถบฮอลลีวูด

แอล.เอ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายให้ได้สัมผัส โดนเฉพาะเด็ก ๆ (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) จะต้องชอบ สวนสนุกสุดมันอย่าง ดิสนีย์แลนด์ หรือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ซึ่งถ้าคุณมีเวลาเหลืออีกสักวันก็อาจจัดโปรแกรมสำหรับการท่องเที่ยวสวนสนุนเหล่านี้ได้

ช้อปสนุกสไตล์แอล.เอ.

แอล.เอ มีช้อปปิ้งมอล์มากมายหลายแห่งซึ่งมีทุกอย่างที่คุณต้องการ เช่น Hollywood & Highland Mall เป็นจุดนัดพบชื่อดังสำหรับคนที่จะไปเดินแถวWalk 0f Fame หรือ Beverly Center ซึ่งมีวิวสวย ๆ ของแอล.เอ. จากศูนย์อาหารชั้นบน

ย่านบรอดเวย์ในดาวน์ทาวน์จะเป็นย่านของสินค้าราคาไม่แพง แต่จะค่อนข้างวุ่นวายสักหน่อย เพราะเป็นย่านของคนละติน ส่วนย่านถนน Alvarado ในเขตเวสต์เลก ก็เป็นย่านที่คนทำงานส่วนใหญ่ชอบมาเดิน แต่สำหรับการช้อปปิ้งระดับหรูก็ต้องไปที่ โรดีโอไดรฟ์ (Rodeo Drive) แถบเบเวอร์ลี่ฮิลส์ซึ่งเป็นย่านที่มีคนดังชอบมาเดินกัน สำหรับบูติกเก๋ ๆ ของดีไซเนอร์อย่าง Marc Jacobs, Paul Smith หรือ Marni ก็ต้องแถบ Melrose Avenus ส่วนถ้าชอบของเก๋ ๆ ไม่เหมือนใครต้องลองไปเดินแถว Abbot Kinney Boulevard แถบชายหาดเวนิช

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway